Place






ตำนานของทวีปเอลเรียเกี่ยวกับเทพเจ้านั้นมีมากมาย
แต่ตำนานที่สำคัญที่สุดคือตำนานนกสปิเนล

นกสปิเนลนั้น เชื่อว่าเป็นนกที่สืบสายพันธุ์มาจากนกอมตะฟินิกส์
ซึ่งขนของมันจะเป็นสีแดงทัมทิม
แม้ว่าขนาดตัวของมันจะเล็กเพียงนกนางแอ่นก็ตาม

ชาวเอลเรียร์เชื่อว่านกสปิเนลเป็นนกที่มีความเสียสละ
และใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดตำนานเกี่ยวกับนกสปิเนลกล่าวว่า
เมื่อครั้งที่ทวีปเอลเรียร์
ยังคงเป็นแผ่นดินที่ว่างเปล่าปราศจากผู้คนอาศัย ไร้ซึ่งแหล่งน้ำ
มีเพียงฝูงนกสปิเนลฝูงหนึ่ง
อาศัยอยู่บนภูเขาไฟทางตอนเหนือของทวีป
นกเหล่านั้นขาดแคลนน้ำและกำลังจะตาย
ทว่า มีชายหนุ่มนามว่าอาเบลปรากฏกายขึ้น
และนำน้ำที่มีอยู่ทั้งหมดของตนเองมอบให้แก่นกสปิเนลเหล่านั้น
อาเบลกล่าวแก่ฝูงนกสปิเนลว่าตัวเขาอพยพมาจากแผ่นดินอื่น
และอยากจะตั้งรกรากอยู่บนแผ่นดินแห่งนี้
เพียงแต่ว่าตัวเขานั้นขาดแคลนอาหารอย่างหนัก
ฝูงนกสปิเนลเมื่อได้ฟังดังนั้นจึงบอกกับอาเบลว่า
ให้นำขนของตนโยนลงไปในปากปล่องภูเขาไฟลูกนี้
จากนั้นก็ยอมอุทิศตนเองให้เป็นอาหารของอาเบล
โดยบินดิ่งตกลงมาสู่พื้นโลกสิ้นใจทันที

อาเบลตื้นตันใจมากต่อการเสียสละของนกเหล่านั้น
จึงนำขนของมันไปโยนลงในปล่องไฟบนหุบเขานั้น
ตามที่นกสปิเนลบอก
และนั่นเอง ขนของสปิเนลกลับกลายเป็นดาบสีแดงเพลิง
อาเบลยืนอยู่บนยอดเขาและใช้ดาบฟันลงไปหนึ่งครั้ง
ผืนแผ่นดินก็แยกออกเป็นสองส่วน
และกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่คั่นกลางทวีปในที่สุด
อาเบลจึงตั้งชื่อแผ่นดินนี้ว่า
เอลเรียร์ ซึ่งแปลว่า"คั่นกลางด้วยศรัทธา" นั่นเอง
จากนั้นก็สถาปนาตนเองเป็นปฐมกษัตริย์
องค์แรกแห่งราชวงศ์สืบต่อไป

หลังจากสงครามแบ่งแยกดินแดน
ฟอลเดียร์ซึ่งยังยืนกรานที่จะใช้การปกครอง
และยึดถือในบรรพกษัตริย์
และนกสปิเนลเอง
ก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฟอลเดียร์
ดาบที่ทำจากขนนกสปิเนลนั้น เชื่อว่า
ก็คือดาบราชวงศ์ 'กระบี่สปิเนล'
ที่เป็นเหมือนตัวแทนขององค์กษัตริย์นั่นเอง

แม้ว่าเรื่องของนกสปิเนลจะเป็นเพียงแค่ตำนานที่ยากจะพิสูจน์ได้
แต่บรรดาชนชาวฟอลเดียร์นั้นถือว่านกสปิเนล
คือตัวแทนของความเสียสละ
และกษัตริย์นั้นจะต้องพึงดำรงค์ตนให้เป็นดั่งเยี่ยงนกสปิเนล
ที่จะเสียสละเพื่อปวงชนและบ้านเมืองอย่างแท้จริง



_________________________



ทวีปเอลเรียร์ เป็นทวีปที่แบ่งแผ่นดินสองแผ่นดินด้วยแม่น้ำใหญ่
นับเป็นทวีปที่เก่าแก่และมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน

ทวีปเอลเรียร์ เดิมทีนั้นถูกปกครองโดยประเทศที่ชื่อว่าฟอลเดียร์อาร์ค
ปกครองโดยปฐมกษัตริย์นามอาเบล ผู้สถาปนาราชวงศ์ฟอลเดียรุส

จนกระทั่ง ปลายศตวรรษที่สิบหก ในยุคของกษัตริย์องค์ที่สาม
ไรกัสต์ ฟอลเดียรุส ได้ถูก นากัสต์ผู้น้องก่อรัฐประหารขึ้น
จนเกิดสงครามกลางเมือง
สงครามนั้นยืดเยื้อยาวนานถึงสิบเอ็ดเดือนเต็ม
ต่างฝ่ายต่างบอบช้ำ สุดท้ายไรกัสต์เป็นฝ่ายกำชัยชนะ

แต่ด้วยความรักในน้องชาย
ไรกัสต์จึงแบ่งผืนประเทศในส่วนล่างให้กับนากัสต์
พร้อมกับเอ่ยวาจาว่า
ห้ามนากัสต์หวนกลับมายังฟอลเดียร์อาร์คอีกต่อไป
นับจากนั้นมา ฟอลเดียร์อาร์ค จึงเปลี่ยนชื่อเป็นฟอลเดียร์
และ แผ่นดินที่นากัสต์ผู้น้องได้ไป ก็ได้ตั้งชื่อใหม่ว่า เพรน อาร์ค
แม้ว่าความต่างของสองประเทศนี้ทั้งเรื่องการปกครองและขนบวัฒนธรรม
แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวสายสัมพันธ์ของสองพี่น้อง
นั่นคือสัญลักษณ์นกสปิเนลบนผืนธงของทั้งสองประเทศนั่นเอง



-------------------------------------------------------------------------------



ราชอาณาจักรฟอลเดียร์


ฟอลเดียร์เป็นอาณาจักรที่เคร่งครัดในกฎหมายและจารีตประเพณี
เนื่องจากมีการอนุรักษ์แบบแผนการปกครอง
ในสมัยโบราณได้อย่างเหนียวแน่น และนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน
จึงไม่น่าแปลกที่สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่
จะเกี่ยวข้องกับโบราณสถานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

ชาวฟอลเดียร์แม้ไม่นับถือศาสนาใดเป็นหลัก
แต่ประเพณีทั่วไปนั้นยังคงเกี่ยวข้องกับชื่อของเทพเจ้าโบราณอยู่
ชาวฟอลเดียร์นั้นเคารพในอาวุธ เพราะเชื่อว่า
อาวุธคือตัวแทนของความภาคภูมิในฐานะของอัศวิน
ชาวฟอลเดียร์ภูมิใจในสายเลือดอัศวินของตน
นั่นเองที่ทำให้ฟอลเดียร์เป็นประเทศที่ส่งออกอาวุธ
และแร่เหล็กชั้นยอดเป็นอันดับต้นๆของโลก

เจ้าชายแกรนดิส ฟอลเดียรุส

ฟอลเดียร์ เป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบราชาธิปไตย
โดยกษัตริย์นั้นมีอำนาจสูงสุด และมีสภาประชาชนที่จัดตั้งขึ้น
เพื่อคานอำนาจในการบริหารของกษัตริย์
เจ้าชายแกรนดิส ฟอลเดียรุสเป็นรัชทายาทรุ่นที่หก
แห่งราชวงศ์ฟอลเดียรุส
จบการศึกษาชั้นปริญญาในสาขาการเมืองการปกครอง
จากวิทยาลัยแกรนด์วิสด้อม
เจ้าชายแกรนดิสมีความสามารถในการบริหารบ้านเมือง
จนในปัจจุบัน ได้รับความไว้ในจากกษัตริย์ดาเรียส
ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนองค์กษัตริย์

เพรน อาร์ค เป็นประเทศที่ก้าวล้ำทางด้านวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีมากที่สุดในบรรดาประเทศแถบตะวันออก
มีเมืองหลวงชื่อ 'อัปเปอร์ซิตี้' มีประชากรอาศัยอยู่กว่าแปดสิบล้านคน
แม้จะมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม และปัญหาอาชญากรรมสูง
แต่เพรน อาร์ค
ก็ยังเป็นประเทศเสรีที่มีความทันสมัยและน่าอยู่ติดอันดับแรกๆของโลก



เพรน อาร์ค เป็นประเทศประชาธิปไตย
โดยมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีดีห้าปีครั้ง
'วลาดิออน สแตนเลย์' เป็นประธานาธิปดีคนปัจจุบัน
ที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการบริหารงานทางเศรษฐกิจ

C.U.C.T. (Counter UNIDENTIFIED Creature Team)



หน่วยงานC.U.C.T. เป็นหน่วยที่ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว
โดยมีภารกิจหลักในการค้นหาและทำลายครีเจอร์ที่รุกล้ำอาณาเขต
และทำร้ายมนุษย์
รวมถึงการกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับครีเจอร์
C.U.C.T. ขึ้นชื่อว่าเป็นหน่วยงานที่มีชื่อเสียง
และเข้าทำงานยากที่สุดในบรรดาหน่วยต่างๆของกรมตำรวจเพรน อาร์ค
เนื่องจากต้องมีการทดสอบความสามารถต่างๆมากมาย
พวกเขาทำงานโดยขึ้นกับ
รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เจ.พี. ฮิทช์วูดโดยตรง.





-----------------------------------------------



สถานที่สำคัญบนทวีปเอลเรียร์



ฮฟเว่นซิตี้ [Heaven City]

ด้วยความทันสมัยในเทคโนโลยีอันก้าวล้ำ
เพรน อาร์คสามารถสร้างเมืองใหญ่บนข้อจำกัดของพื้นที่ได้
เฮฟเว่นซิติ้จึงถือกำเนิดขึ้น
เป็นโครงการที่ใช้งบมหาศาล ในการสร้างต้นไม้จำลองขนาดยักษ์
ที่มีกิ่งก้านสาขากว้างใหญ่ กลายเป็นเมืองใหม่ที่แสนไฮเทค
ตั้งอยู่ใจกลางนครหลวงอัปเปอร์ซิตี้

ผู้คนที่จะได้อยู่อาศัยบนเฮฟเว่นซิตี้นั้น ส่วนมากจะเป็นประชาชนชั้นสูง
ที่มีฐานะร่ำรวยหรือมีหน้าตาในสังคม เฮฟเว่นซิตี้เรียกกันว่าเป็น
"เมืองหลวงในเมืองหลวง" ที่มีคนมากมายไฝ่ฝันอยากขึ้นไปอยู่
และนั่นเองเป็นที่มาของความเหลื่อมล้ำในสังคมของเพรนอาร์ค


นครแห่งการศึกษา แกรนด์วิสด้อม [Grand Wisdom]

แกรนวิสด้อมตั้งอยู่บนเกาะที่คั่นกลางระหว่างสองประเทศ
เป็นเกาะที่ไม่ขึ้นอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง
นับเป็นสมบัติร่วมของสองประเทศ

แกรนวิสด้อมเปรียบเหมือนขุมทรัพท์ทางปัญญาที่เก็บรวบรวมความรู้
และวิชาการต่างๆทั่วโลกเอาไว้ มีทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย
ห้องวิจัยสาขาต่างๆ ห้องสมุดขนาดใหญ่
พิพิธภัณฑ์และอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้

ทั้งนี้ แกรนวิสด้อมยังขึ้นชื่อในการทำวิจัยศึกษาเรื่องไสยเวทย์
มานา และสตรีมอย่างละเอียดลึกซึ้ง จนเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลกอีกด้วย
จอมเวทย์ หรือนักเล่นแร่แปรธาตุ
จึงแวะเวียนมายังแกรนด์วิสด้อมต่อปีนั้นมากมาย

แกรนด์วิสด้อมนั้นนอกจากจะมีวิชาการมากมายแล้ว
ยังเป็นที่รวบรวมวัตถุโบราณ ตำราหายากจำนวนมหาศาลเก็บไว้ศึกษาอีกด้วย
ดังนั้นเอง
แกรนด์วิสด้อมจึงต้องมีผู้รักษาความปลอดภัยของตนเองขึ้นมา
โดยเรียกกันว่า "วิสด้อมการ์ด" [Wisdom Guard]



วิสด้อมการ์ดนั้น จะประกอบไปด้วยนักศึกษา นักวิชาการ
หรือแม้แต่จอมเวทย์ที่อาสาสมัครเข้ามาเป็น
โดยหน้าที่หลัก คือการตรวจสอบ ขัดขวางและจับกุมหัวขโมย
หรือป้องกันเหตุร้ายภายในแกรนด์วิสด้อม ซึ่งสมาชิกวิสด้อมการ์ดนั้น
จะมีเข็มกลัดสัญลักษณ์ติดไว้ที่ปกเสื้อเสมอ


พระราชวังแห่งฟอลเดียร์ [Faldear grand palace]

นับเป็นสัญลักษณ์และที่ยึดเหนี่ยวของประชาชนชาวฟอลเดียร์
พระราชวังนี้ ถูกสร้างขึ้นตามหลัก ศาสตร์แผนผังวงเวทย์ผนึกฟ้า
ที่เชื่อกันว่ามีไว้ผนึกอสูรร้ายในอดีตกาล
ทั้งนี้ทั้งนั้น การสร้างพระราชวังตามแบบวงเวทย์
ได้เกี่ยวพันถึงนิทานโบราณของชาวฟอลเดียร์
ถึงปีศาจดินที่มักปรากฏกายจากผืนดิน ออกทำร้ายคน
นักวิชาการด้านไสยเวทย์จึงสันนิษฐานว่า การที่ต้องสร้างตามผังผนึกฟ้า
ก็เพื่อผนึกปีศาจดินไว้
ไม่ให้ปรากฏขึ้นมาทำร้ายมนุษย์บนแผ่นดินฟอลเดียร์นั่นเอง

พระราชวังฟอลเดียร์นั้น ถูกสร้างให้มีความซับซ้อนสูง
เพื่อป้องกันการบุกรุกจากภายนอก
ดังนั้น นอกจากบุคคลภายในแล้วนั้น
จะไม่มีทางที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปจนถึงห้องบัลลังค์ได้เลย


หุบเขาแห่งความปราชัย, [Mountain of Defeated]



หุบเขาลึก ในเขตเหนือสุดของประเทศฟอลเดียร์
จัดเป็นเขตหวงห้ามจากทางการ
เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาไฟยังคุกรุ่นอยู่
และเต็มไปด้วยโพรงถ้ำเนื่องจากแรงดันของลาวา
ผู้ที่เข้ามาในนี้
จึงมักหลงทางและตกเป็นอาหารสัตว์กินเนื้ออย่างบาซิลิกซ์ได้ง่าย

หุบเขานี้ เป็นหุบเขาเดียวกับในตำนานการกำเนิดทวีปเอลเรียร์
แต่ที่มีชื่อว่าหุบเขาแห่งความปราชัย เนื่องจากเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว
ได้มีมังกรตัวหนึ่งออกอาละวาดในเขตเหนือของทวีปเอลเรียร์
ทางราชอาณาจักรจึงรวบรวมผู้กล้าเพื่อไปปราบมังกรตัวนี้
ทว่า ไม่มีใครรอดออกมาจากหุบเขานี้เลยไม่ว่าจะส่งไปกี่ครั้งก็ตาม
ทางราชอาณาจักรจนปัญญาที่จะต่อกร
จึงขนานนามหุบเขานี้ว่า หุบเขาแห่งความปราชัย
นอกจากชื่อนั้นแล้ว ยังเรียกกันติดปากอีกชื่อว่า
หุบเขาหมอกเพลิง [Mist Volcano]

เชื่อกันว่า แร่ธาตุที่อยู่ภายในหุบเขานี้ เป็นแร่ชั้นดี
และการใช้ไฟจากหุบเขานี้มาตีเหล็ก จะได้เหล็กคุณภาพเยี่ยมยอด
จึงมีผู้แอบบุกรุกเข้ามาเสมอๆ
ปัจจุบัน
ที่นี่ก็ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของการมาฆ่าตัวตายมากที่สุดอีกด้วย



--------------------------------------